Unix

Posted: June 30, 2013 in Network os, Unix

คุณสมบัติที่ค่อนข้างโดดเด่นของ Unix นั้นได้แก่

– มัลติทาสกิ้ง (Multi-tasking) คือ ทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการรอ โดยแบ่งการทำงานออกเป็น Foreground และ Background

– มัลติยูสเซอร์ (Multi-user) Unix สามารถรองรับผู้ใช้ได้มากกว่า 1 คนในเวลาเดียวกัน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ใช้งานได้หลายคนพร้อมกันนั่นเอง

จากจุดเด่นนี้ทำให้พบว่าในปัจจุบันเรานิยมใช้ Unix เป็นระบบปฏิบัติการของเครื่อง Internet Server กันมาก

โครงสร้างในการทำงานของ Unix

Unix แบ่งโครงสร้างออกเป็น 4 ส่วนหลักนั่นคือ Application Program, Shell, Unix Kernel, Hardware โดยเราจะทำงานอยู่ในระดับนอกสุดคือ ระดับ Application Program จากนั้น Unix จะทำงานเป็นลำดับชั้นผ่าน Shell , Kernel และ Hardware ตามลำดับ

– Shell ทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับ Kernel โดยทำหน้าที่รับคำสั่งจากผู้ใช้ทางอุปกรณ์ input เช่น คีย์บอร์ด แล้วทำการแปลเป็นภาษาให้เครื่องเข้าใจ หรือเรียกว่า command interpreter และยังสามารถนำคำสั่งเหล่านี้มารวมกันในลักษณะของโปรแกรมที่เรียกว่าเชลล์สคริปต์ (Shell script) ได้ด้วย นอกจากนี้ยังควบคุมทิศทางของ input และ output ว่าจะให้เข้าหรือออกมาทางใด Shell ที่ใช้งานบน Unix มีอยู่ 3 แบบคือ Bourne shell(sh), C shell(csh), Korn shell(ksh) (รายละเอียดเพิ่มเติมหาได้จากหนังสือหรือ website ที่เกี่ยวข้องกับ Unix โดยเฉพาะ)

– Unix kernel มีหน้าที่ในการควบคุมระบบทั้งหมด หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นตัวคุม hardware นั่นเอง โดยจะทำหน้าที่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรทรัพยากร การจัดการหน่วยความจำ เป็นต้น

Unix_manual

ภาพตัวอย่าง  หน้าต่างของUnix

http://zeepoty.tripod.com/Data1/28.htm

Advertisements

การติดตั้ง

images_1351619413001

สำหรับขั้นตอนการติดตั้งของ Windows 8 นั้นถือว่าทำได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คุณใส่แผ่นดิสก์ ที่มีตัวติดตั้งของ Windows 8 และทำตามขั้นตอนที่เห็นบนหน้าจอ ก็สามารถติดตั้งได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ ระยะเวลาในการติดตั้งนั้น ยังถือว่าเร็วกว่าแต่ก่อนพอสมควรอีกด้วย นอกจากนี้สำหรับท่านที่ต้องการอัพเกรดจาก Windows 7 ไปเป็น Windows 8 นั้นจะยังมีตัวเลือกสำหรับการแบคอัพ แอพพลิเคชั่น เพื่อนำไปใช้งานบน Windows 8 ได้อีกด้วย แต่การที่จะเลือกให้แบคอัพแอพพลิเคชั่นต่างๆเพื่อใช้งานบน Windows 8 นั้น จะทำให้การติดตั้ง ใช้เวลานานขึ้นกว่าเดิมพอสมควร

images_1351619491003

ซึ่งเมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีขั้นตอนสำหรับ ตั้งค่าผู้ใช้ และเข้าสู่การใช้งาน Windows 8 ซึ่งเราสามารถปรับเปลี่ยนสีของ ธีม ได้ตามใจชอบ ในทุกเวลาที่คุณต้องการ ซึ่ง Interface แรกที่คุณจะได้พบหลังจากติดตั้ง Windows 8 เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น จะทำให้คุณรู้สึกถึงความทันสมัยของระบบปฏิบัติการในยุคใหม่กันเลยทีเดียว

Start Page และ User Interface

images_1351619563004

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดของ Windows 8 นั่นก็คือ Startpage ที่ไม่หลงเหลือเค้าเดิม ของวินโดวส์เวอร์ชั่นก่อนหน้าเลย ซึ่งหน้าตาแบบใหม่นั้น ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วยการใช้ระบบทัช มากขึ้น แต่ไม่ต้องกังวลไป หน้าตาของการใช้งานแบบเดิมๆ ยังคงมีอยู่บน Windows 8 อย่างแน่อนน และในหน้า Start page นี่เอง จะประกอบด้วย Application ต่างๆ ที่สามารถใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม หากคุณเคยใข้งาน Windows Phone มาบ้าง จะรู้สึกว่า Windows 8 นั้น มีการออกแบบที่ต่อยอดมาจาก Windows Phone อย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว images_1351619575005 นอกจากนี้ คุณยังสามารถจัดการไอค่อนต่างๆบน Start Page ได้อย่างง่ายดาย โดยการคลิกที่ไอค่อนค้างไว้ แล้วลากไปยังตำแหน่งต่างๆ ตามที่คุณต้องการจะจัด รวมไปถึง การคลิกขวา เพื่อโชว์เมนูต่างๆว่าเราจะสามารถทำอะไรกับไอค่อนเหล่านี้ได้บ้าง   สำหรับ จุดเด่นของ Start Page บน Windows 8 คือคุณสามารถค้นหาแอพพลิเคชั่น หรือเข้าใช้งาน แอพพลิเคชั่น ได้อย่างง่ายดาย บนอินเทอร์เฟสที่สวยงาม ซึ่งหากคุณมีหน้าจอแบบทัชสกรีน คุณจะยิ่งรู้สึกถึง ความสะดวกในการใช้งานมากขึ้นไปอีก images_1351619581006 แน่นอนว่าคุณยังสามารถกลับเข้าใช้งานในโหมด Desktop ที่คุณคุ้นเคย ซึ่งหน้าตานั้นจะมีความคล้ายคลึงกับ Windows 7 อย่างมาก แต่คุณสามารถสลับไปยัง Start Page ได้ทุกเวลาที่ต้องการ แต่สำหรับการใช้งานในโหมด Desktop นั้นจะมีความแตกต่างจากการใช้งานจากหน้า Start Page อย่างเห็นได้ชัด images_1351619642008 ยกตัวอย่างเช่น การ ตั้งค่าต่างๆใน Setting หากคุณใช้งานบน Desktop Mode อินเตอร์เฟสก็จะเป็นแบบที่คุณคุ้นเคยบน WIndows 7 แต่หาก ต้องการตั้งค่าที่ Start Page จะให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังใช้ Tablet ที่มีเมนูการตั้งค่าที่เหมาะสำหรับการ ทัชเป็นอย่างมาก

แอพพลิเคชั่นสำหรับ Windows 8

images_1351619738009 แอพพลิเคชั่นมากมายที่ถูกติดตั้งมาพร้อมกับ Windows 8 ยกตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่น Mail ที่จะช่วยจัดการเกี่ยวกับอีเมลล์ของคุณได้อย่างง่ายดาย โดยคุณสามารถใช้งานร่วมกับอีเมลล์ใดๆก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็น hotmail คุณสามารถใช้ Gmail, Yahoo หรือ อีเมลล์อื่นๆได้ตามต้องการ images_1351619743010 แอพพลิเคชั่นอีกตัวที่น่าสนใจนั่นก็คือ Calendar ที่คุณจะสามารถบันทึกข้อมูลสำคัญๆ ลงในปฏิทิน นอกจากนี้ ตัวแอพพลิเคชั่นเองยังมีการ Intergrate กับ Google Calendar อีกด้วย หากคุณใช้งาน Google Calendar อยู่ ตัวแอพพลิเคชั่น จะทำการ Sync ข้อมูลเข้ามาให้อัตโนมัติ images_1351619753011 และแอพพลิเคชั่น Messaging สำหรับขาแชท หากคุณเป็นคนนึงที่เล่น MSN เป็นประจำ แต่ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังสามารถแอด Account Facebook หรือ โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คอื่นๆที่รองรับ เพื่อใช้งานสำหรับการแชท โดยเฉพาะ Facebook Chat ได้อีกด้วย images_1351619758012 Wather Apps ก็ถือว่าออกแบบมาได้อย่างสวยงามเหมาะมากสำหรับการเปิดทิ้งไว้ดู เพลินๆ ยามว่าง โดยแอพพลิเคชั่นนี้ จะทำการพยากรณ์อากาศล่วงหน้า ในสถานที่ต่างๆแบบ Real-Time images_1351619770013 แอพพลิเคชั่นสำหรับเช็คข่าวสาร ก็มีมาให้พร้อมสำหรับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น News, Financial, และ Sports Apps โดยจะมาพร้อมกับอินเทอร์เฟสที่สวยงาม คุณสามารถติดตามข่าวสารต่างๆได้อย่างง่ายดาย ผ่าน Windows 8 images_1351619776014 สำหรับ Xbox Music นั้น คุณยังสามารถดาวน์โหลดเพลงฮิต ติดชาร์จ มาฟังได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึง Xbox Video ที่จะมี หนังต่างๆให้คุณได้เลือกซื้อ อีกทั้งยังมีรายการทีวีให้เลือกชมกันอีกมากมาย images_1351619787015 และแน่นอน Windows 8 มาพร้อมกับ Windows 8 Store ที่คุณสามารถซื้อหรือดาวน์โหลด Application เจ๋งๆที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับ Windows 8 ได้อย่างลงตัว จะให้เปรียบเทียบก็คงจะเหมือนกับ Appstore บน iOS หรือ PlayStore ของ Google นั่นเอง

ประสิทธิภาพของ Windows 8 images_1351619822017

เรียกได้ว่าประสิทธิภาพของ Windows 8 นั้นดีขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเรียกใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น หากคุณใช้ Search Bar ของ Windows 8 คุณจะรู้สึกว่า มันเร็วกว่าการค้นหาไฟล์หรือโปรแกรมบน Windows 7 อย่างมาก

images_1351619838018

นอกจากนี้ในเรื่องของความเร็วในการ Boot เครื่องของ Windows 8 นั้นยังทำได้เร็วกว่าพอสมควร ซึ่งจากการจับเวลาการ Boot ของ Windows 8 จะใช้เวลาประมาณ 15 – 20 วินาที ในขณะที่ Windows 7 นั้นจะใช้เวลาประมาณ 30-40 วินาทีเลยทีเดียว ยิ่งถ้าคุณมี อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ SSD แล้วล่ะก็ คุณจะรู้สึกว่ามันรวดเร็วจนน่าตกใจเลยทีเดียว

สรุป

images_1351619887019

ว่ากันว่า ถึงแม้ว่า Windows 8 จะมีีความน่าใช้งานมากแค่ไหน แต่ Windows 7 ยังถือว่าเป็นระบบปฏิบัติการ ที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน ซึ่งน่าจะครองตำแหน่งนี้ไปด้วยระยะเวลายาวนานอีกพอสมควร เนื่องจากผู้้ใช้หลายคน อาจจะยังไม่มีความจำเป็นที่จะเปลี่ยน และอาจจะไม่อยากที่จะต้องเริ่มต้นสร้างความเคยชินใหม่ กับระบบปฏิบัติการใหม่

images_1351619893020

แต่ในความเป็นจริงแล้ว Windows 8 นั้นถือว่า Microsoft นั้นออกแบบมาได้อย่างทันสมัย และง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น คุณยังคงสามารใช้งานในโหมด Desktop ที่คุณถนัด และ คุณยังสามารถสลับไปใช้ การแสดงผลแบบใหม่ที่สวยงาม ในเวลาที่คุณต้องการ

images_1351619903021

นอกจากนี้ ความเร็วและความสเถียรที่มากขึ้นกว่าเวอร์ชั่นก่อนหน้านั้น ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Windows 8 นั้นมีควาวมน่าสนใจมากขึ้น และแน่นอนว่า เมื่อคุณได้ลองใช้งานจริง คุณอาจจะติดใจกับหน้าตาแบบใหม่ของ Windows 8 จนอาจจะไม่อยากกลับไปใช้ของเดิมอีกเลยก็เป็นได้ http://www.techmoblog.com/windows-8-review-2012/

 

 

วิธีการเปิดใช้งานโปรแกรม

1. เปิดโปรแกรม Outlook 2010 ขึ้นมาก่อน
2. คลิกปุ่ม ถัดไป (Next)

1

3. คลิกเลือก ใช่ (Yes)

2

4. กำหนดอีเมลแอดเดรส และรหัสผ่านที่จะใช้ในโปรแกรม

5. คลิกปุ่ม ถัดไป (Next)

3

6. หากเราต้องการจัดการบัญชีใน Outlook เราจำเป็นที่จะต้องติด Microsoft Outlook Hotmail Connector ซะก่อน ซึ่งคลิกที่ปุ่ม ติดตั้งเดี๋ยวนี้

7. จากนั้นคลิกช่องสี่เหลี่ยม ยอมรับข้อตกลง แล้วคลิกที่ ติดตั้ง

4

5

8. คลิกปุ่ม เสร็จสิ้น (Finish)
6

9. ให้เราทำการปิดโปรแกรม Outlook 2010 ก่อน แล้วทำการเปิดโปรแกรมขึ้นมาใหม่ หลังจากนั้นทำเหมือนเดิมอีกครั้งคือ ให้เรากรอกชื่ออีเมล และรหัสผ่านของเราอีกครั้ง หลังจากนั้นก็ให้กดปุ่ม ถัดไป ซึ่งครั้งนี้จะเข้าสู่กระบวนการเชื่อมต่อกับอีเมลของเรา ให้รอสักครู่
7

10. ให้คลิกที่ปุ่ม เสร็จสิ้น (Finish)

8

http://outlook.in.th/?p=6

การเปิด / file Browser การสร้างพื้นที่ทำงาน

การเปิดไฟลล์ใหม่ขึ้นมาทำงาน
1. Click ที่เมนู File
2. เลือกคำสั่ง New หรือกด Ctrl + N
3. จะปรากฏหน้าต่าง New

create_1 

 

 

 

Name ตั้งชื่อให้กับงาน
Preset ช่องสำหรับเลือกพื้นที่ ที่โปรแกรมกำหนดมาให้
Width ความกว้าง ซึ่งมีหน่วยต่าง ๆ เช่น Pixel , เซนติเมตร , นิ้ว
Height ความสูง ซึ่งมีหน่วยต่าง ๆ เช่น Pixel , เซนติเมตร , นิ้ว
Resolution ค่าความละเอียด ( ซึ่งความละเอียดบนหน้าจอ = 72 )
mode เลือกชนิดของระบบสี

Tip & Trick : กด Ctrl + N จากแป้นคีย์บอร์ด เพื่อสร้างพื้นที่ทำงานใหม่ได้

การย่อขยายขนาดของภาพโดยคำสั่ง Image size
1. เปิดไฟล์ภาพที่ต้องการขึ้นมา ( File > Open , Ctrl + O ) คลิกเลือกที่เมนู Image > เลือก Image size

imagesize_1

 

 

Pixel Dimension ช่องแสดงความกว้างและความสูงปัจจุบัน
– Width ความกว้าง
– Height ความสูง
Scale Styles
Constrain Proportions การรักษาความสมดุลของภาพ
Resample Image

การหมุนพื้นที่ทำงานโดย Rotate Canvas

คำสั่งนี้เป็นการหมุนภาพทั้งภาพ โดยแบ่งการหมุนออกเป็น 2 ทิศทาง คือ ทิศทางตามเข็มนาฬิกา และทิศทางทวนเข็มนาฬิกา
1. คลิกที่เมนู Image > Rotate Canvas จะปรากฏเมนูย่อย 6 คำสั่ง

rotate

หมุนภาพ 180 องศา

หมุนภาพ 90 องศา ทิศทางตามเข็มนาฬิกา

หมุนภาพ 90 องศา ทิศทางทวนเข็มนาฬิกา

หมุนภาพแบบกำหนดองศาและทิศทางการหมุน

กลับด้านภาพ > กลับจากซ้ายไปขวา

กลับด้านภาพ > กลับด้านบนเป็นด้านล่าง

2. เลือกคำสั่งตามต้องการ จะได้ภาพตามต้องการ

การตัดภาพด้วยเครื่องมือ Crop

การใช้งาน crop tool Crop tool ( c )
1. เปิดไฟล์ภาพที่ต้องการขึ้นมา ( File > Open , Ctrl + O ) ใช้เครื่องมือ Crop tool ( c ) คลิกสร้างกรอบให้คลุมวัตถุที่ต้องการ
– บริเวณนอกกรอบจะมืดลง แสดงว่าบริเวณนี้จะหายไปเมื่อ Crop
– เราสามารถจัดการกับกรอบได้ เช่น ปรับเปลี่ยนขนาด โดยคลิกที่จุดตรงมุมใดมุมหนึ่งแล้วลากเมาส์ให้ขนาดกรอบเปลี่ยนไป

เราสามารถปรับค่าของ Crop tool ได้จากแถบ Option bar

crop2

Shield

ตัวเลือก Shield สำหรับแสดงสีกั้นส่วนที่จะถูกตัดออก

Color

ช่องสำหรับคลิกกำหนดสีของส่วนกั้น

Opacity

กำหนดค่าความโปร่งใสของ Shield

2. เมื่อพอใจแล้ว กดปุ่ม Enter หรือดับเบิ้ลคลิกในกรอบ หรือกดปุ่ม  Commit ใน Option bar  Commit ใน Option bar
รูปจะถูก Crop

การบันทึกข้อมูล ปรับค่าต่างๆ

การบันทึกข้อมูล ( Save )
ในระหว่างการทำงาน หรือหลังจากการทำงานเสร็จสิ้น การบันทึกผลงานหรือการ Save File เป็นสิ่งที่ควรทำให้เป็นนิสัยในระหว่างการทำงาน เพื่อให้สามารถนำงานชิ้นนั้นกลับมาทำงานต่อได้อีก รวมทั้งเป็นการป้องกันความผิดพลาดบางอย่าง  ที่อาจทำให้งานที่ทำอยุ่หายไปเฉยๆ ได้ ( เช่น ไฟฟ้าดับ หรือระบบ OS ของเครื่องล่ม ) โดยปกติเมื่อเราสั่ง Save งานโปรแกรมจะทำการบันทึกงานที่เราทำอยู่เป็น File Format .PSD ( Photoshop Document ) ซึ่งเป็นรูปแบบไฟล์ที่ใช้งานใน Photoshop สามารถที่จะจัดเก็บข้อมูลของงานที่ทำเอาไว้ทุกอย่างโดยไม่มีส่วนใดขาดหายไป สำหรับขั้นตอนในการบันทึกข้อมูลจะมีขึ้นตอนดังนี้

1. คลิกที่ Menu File > Save หรือ กด Ctrl + S

2. กำหนดชื่อ และเลือกที่อยู่ปลายทางในการบันทึกข้อมูล เหมือนกับการบันทึกข้อมูลในโปรแกรมอื่นๆ โดยทั่วไป แล้วคลิกที่ Save เพื่อทำการบันทึก

Save Option

ในขั้นตอนการบันทึกข้อมูลนั้น ในหน้าต่าง Save ( หรือ Save As ) ในส่วนด้านล่างจะเป็นส่วนของ Save Option ซึ่งจะเป็นส่วนตัวเลือกสำหรับปรับแต่งค่าการบันทึกข้อมูล ซึ่งจะประกอบไปด้วย

– Save As Copy เป็นการบันทึกงานแบบสำเนาใหม่ออกมาอีกชุดหนึ่งจากงานที่กำลังทำอยู่ โดยงานที่กำลังทำอยู่จะไม่ได้โดนบันทึกไปด้วยจนกว่าจะทำการบันทึก ( Save ) ตัวมันเอง

– Alpha Channel เป็นการบันทึกงานแบบกำหนดให้มีการบันทึกค่า Alpha Channel ( พื้นที่โปร่งใส ) ลงไปในภาพด้วย หากไม่เลือกตัวเลือกนี้พื้นที่ส่วนค่า Alpha Channel ของภาพจะถูกลบทิ้งไปอย่างไรก็ตาม ค่า Alpha Channel นั้นจะมีอยู่ในการบันทึกข้อมูลบางประเภท และบางลักษณะการทำงานเท่านั้น

– Layer เป็นการบันทึกค่าแบบกำหนดให้มีการแยก Layer ของภาพออกจากกัน หากไม่เลือกตัวเลือกนี้ Layer ทั้งหมดของภาพจะถูกรวมกันเป็นิ้นเดียว

– Annotion เป็นการกำหนดให้มีการบันทึก Note หรือข้อความพิเศษที่เรากำหนดขึ้นลงไปในภาพด้วย

– Spot Color เป็นการกำหนดให้มีการบันทึก Spot Color ลงไปในภาพด้วย

– Use Proof  Setup เป็นการกำหนดให้มีการบันทึกค่าการปรับแต่งของหน้าจอลงไปในงานด้วย

– ICC Profile เป็นการกำหนดให้มีการบันทึกภาพขนาดเล้กสำหรับแสดงแทนภาพของจริง

– Use Low Case Extension เป็นการกำหนดให้ตั้งชื่อนามสกุลของข้อมูลเป็นตัวอักษรตัวเล็ก

 

 

http://www.edu-mine.com/photoshop/lesson3_encoding.html

การเริ่มต้นใช้งานโปรแกรม

หลังจากจบบทเรียนนี้ คุณจะสามารถใช้งานเกี่ยวกับ :-

–         เริ่มใช้งานโปรแกรม Microsoft Word

–         รู้จักส่วนประกอบของหน้าจอโปรแกรม

–         การใช้งานแถบ Ribbon

–         การพิมพ์ข้อความ และการตกแต่งข้อความ

–         การบันทึกเอกสารลงใน disk

–         การปิดแฟ้มงาน การเปิดแฟ้มงานใหม่ การเปิดแฟ้มงานใน disk

เริ่มใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word

  1. คลิกปุ่ม Start บนแถบ Task bar
  2. เลือก All Programs à Microsoft Office
  3. เลือก Microsoft Office Word 2007 จะเปิดให้ใช้งานได้ทันที

ส่วนประกอบของหน้าจอโปรแกรม

ก่อนที่จะทำงานกับโปรแกรม Microsoft Office Word คุณจะต้องรู้จักกับส่วนประกอบของหน้าจอโปรแกรมก่อน เพื่อจะได้เข้าใจถึงส่วนต่างๆ ที่จะกล่าวอ้างถึงในหนังสือเล่มนี้ได้ง่ายขึ้น

1

  • Office Button           เป็นปุ่มคำสั่งเกี่ยวกับการทำงานของแฟ้มงาน เช่น New, Open, Save, Save As, Print, Close, ฯลฯ
  • Quick Access Toolbar เป็นแถบเครื่องมือให้คุณเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ผู้ใช้สามารถเพิ่มปุ่มคำสั่งที่ใช้งานบ่อยๆ ไว้ในแถบเครื่องมือนี้ได้
  • Title bar                      แถบแสดงชื่อโปรแกรมและชื่อไฟล์ปัจจุบันที่คุณเปิดใช้งานอยู่
  • แถบ Ribbon                เป็นแถบที่รวบรวมคำสั่งต่างๆ ของเมนูหรือทูลบาร์ เพื่อให้ผู้ใช้เลือกใช้งานง่ายขึ้น
  • Status bar              แถบแสดงสถานะการทำงานปัจจุบันบนหน้าจอ
  • View bar                แถบแสดงมุมมองเอกสารในแบบต่างๆ 

การใช้งาน Ribbon

แถบ Ribbon เป็นแถบที่รวบรวมคำสั่งหรือทูลบาร์ต่างๆ ให้คุณเลือกใช้งานได้ นอกจากการใช้งานปกติแล้ว คุณยังสามารถเรียกใช้เมนูลัดของแถบ Ribbon ขึ้นมาใช้งานได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. คลิกขวาที่ปุ่มใดก็ได้บนแถบ Ribbon
2.
1

1

การพิมพ์ข้อความ

เมื่อคุณเปิดโปรแกรม Microsoft Office Word ขึ้นมาแล้ว ต้องการพิมพ์งานในเอกสาร คุณสามารถทำได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. คลิกเป็น cursor ตำแหน่งที่ต้องการในเอกสาร
2. พิมพ์ข้อความได้เลย

การบันทึกเอกสาร

เมื่อคุณพิมพ์งานเอกสารและตกแต่งเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องทำการบันทึกข้อมูลลงใน disk โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. คลิกปุ่ม   Save บนแถบ Quick Access Toolbar หรือคลิกปุ่ม
Office Button เลือกคำสั่ง Save หรือ Save As ก็ได้
2. จะปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ของ Save As ให้กำหนดรายละเอียด

1

3. ที่ช่อง Save in เลือกตำแหน่งไดร์ฟและโฟลเดอร์ที่ต้องการเก็บข้อมูล

4. ที่ช่อง File name พิมพ์ชื่อไฟล์ จากตัวอย่างนี้ให้ชื่อว่า First Job à คลิกปุ่ม Save จะได้ไฟล์นามสกุล .docx

การเปิดแฟ้มงานใหม่

เมื่อคุณต้องการสร้างงานเอกสารใหม่ มีขั้นตอนดังนี้

1. คลิกปุ่ม  Office Button เลือกคำสั่ง New

1

 

 
2. เลือกแบบ Blank document เสร็จแล้ว คลิกปุ่ม Create

การเปิดแฟ้มงานใน disk

1. คลิกปุ่ม  Office Button เลือกคำสั่ง Open

2. จะปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ของ Open ให้กำหนดรายละเอียด

1

 

3. ช่อง Look in เลือกไดร์ฟและโฟลเดอร์ที่เก็บข้อมูล
4. คลิกชื่อไฟล์ที่ต้องการเปิด ในตัวอย่างเลือกไฟล์ชื่อ First Job.docx à แล้วคลิกปุ่ม Open

http://www.sahavicha.com/?name=media&file=readmedia&id=1720

ส่วนประกอบสำคัญที่คอมพิวเตอร์ทุกประเภทมี ได้แก่

1. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit: CPU) ทำหน้าที่ประมวลผลและควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยมีหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างหน่วยความจำด้วย ซึ่งหน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียูนี้จะประกอบด้วย

1.1 หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit: ALU) ทำหน้าที่ในการคำนวณ เช่น บวก ลบ คูณ หาร และหน้าที่ในการเปรียบเทียบทางตรรกะโดยหน่วยควบคุมจะควบคุมความเร็วในการคำนวณ 1.2 หน่วยควบคุม (Control Unit) ทำหน้าที่ในการควบคุมกลไกการทำงานของระบบทั้งหมด โดยจะทำงานประสานงานกับหน่วยคำนวณ และหน่วยความจำ และตรรกะซีพียูหลักที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน คือ ไมโครชิป หรือที่เรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor)

2. หน่วยความจำหลัก (Main Memory) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่รอทำการประมวลผล และเก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวล ในระหว่างที่รอส่งไปยังหน่วยแสดงผลลัพธ์ประเภทข้องหน่วยความจำสามารถแบ่งได้ดังนี้

2.1 ตามลักษณะของเก็บข้อมูล จะแบ่งได้เป็น หน่วยความจำแบบลบเลือนได้ ( Volatile Memory) คือในกรณีที่ไฟฟ้าดับหรือกำลังไฟฟ้าไม่เพียงพอข้อมูลที่เก็บไว้ก็จะหายหมด หน่วยความจำแบบไม่ลบเลือน ( Nonvolatile Memory) หน่วยความจำแบบนี้จะเก็บข้อมูลได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับไฟฟ้าที่เลี้ยงวงจร

2.2 ตามสภาพการใช้งาน จะแบ่งได้เป็น หน่วยความจำอ่านอย่างเดียว ( ROM) หรือรอม เป็นหน่วยความจำชนิดไม่ลบเลือน คือซีพียูสามรถอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถเขียนข้อมูลลงไปได้ หน่วยความจำเข้าถึงโดยสุ่ม ( RAM) หรือแรม เป็นหน่วยความจำแบบลบเลือนได้ คือสามารถเขียนหรืออ่านข้อมูลได้ การเขียนหรืออ่านจะเลือกที่ตำแหน่งใดก็ได้

3. หน่วยความจำรอง (Virtual Memory) มีเพื่อเพิ่มความสามารถในการจดจำของคอมพิวเตอร์ให้มากขึ้น ตัวอย่างของหน่วย ความจำรองได้แก่ แผ่นบันทึก หรือแผ่นดิสก์ ( Diskette) มีลักษณะเป็นแผ่นกลมแบน ถูกเคลือบไว้ด้วยสารเหล็กออกไซด์ เพื่อให้เกิดสนามแม่เหล็กได้ การอ่านข้อมูลของแผ่นดิสก์เวลาที่อ่านหัวอ่านจะแตะที่พื้นผิวของแผ่น ทำให้มีการเสื่อมคุณภาพได้เมื่อใช้ไปนานๆ แผ่นบันทึกในปัจจุบันมีขนาด 5.25 นิ้วและ 3.5 นิ้ว

clip_image002_thumb ฮาร์ดดิสก์ ( Hard disk)

การเก็บข้อมูลจะเก็บลงแผ่นโลหะอะลูมิเนียมที่เคลือบด้วยสารเหล็กออกไซด์ ฮาร์ดดิสก์สามารถบันจุข้อมูลได้มากกว่าและมีความเร็วกว่าฟลอปปี้ดิสก์ การบันทึกข้อมูลในฮาร์ดดิสก์จะแบ่งเป็นวงรอบเรียกว่า แทร็ก ( Track) ซึ่งจะเก็บข้อมูลเป็นวงรอบหลาย ๆ วง การที่เราฟอร์แมต (Format) ฮาร์ดดิสก์เวลาที่เราซื้อมาใหม่ ๆ นั้นก็เพื่อสร้างแทร็กนั่นเอง และในแต่ละแทร็กจะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เรียกว่า เซ็กเตอร์ (Sector) โดย 1 เซ็กเตอร์จะมีความจุเท่ากับ 512 ไบต์ การอ่านข้อมูลของฮาร์ดดิสก์เวลาที่อ่านหัวอ่านจะไม่แตะที่พื้นผิวของแผ่นแต่จะลอยสูงจากผิวประมาณ 4 ไมครอน ซึ่งถือว่าใกล้มากจนเกือบสัมผัส ซีดีรอม ( Compact Disk Read only Memory: CDROM) เป็นสื่อเก็บข้อมูลที่มีความเร็วในการใช้งานสูง และสามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก ซีดีรอมเป็นเทคโนโลยีจานแสง คือ การอ่านหรือบันทึกข้อมูลนั้นหัวอ่านไม่ต้องสัมผัสกับจานแต่จะใช้ลำแสงส่องและสะท้อนกลับ ซีดีรอมนี้สามารถเก็บข้อมูลที่เป็นข้อความ รูปภาพ เสียงและภาพวีดีโอ

clip_image004_thumb เวิร์ม ( Write Once Read Many: WORM)

เป็นสื่อชนิดที่มีการบันทึกแล้วไม่มีการบันทึกใหม่ แต่จะมีการเรียกใช้หรืออ่านได้หลายครั้ง การที่จะเขียนข้อมูลลงแผ่นต้องใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ ตัวแผ่นเป็นโลหะและใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรม 4 อุปกรณ์รับเข้า (Input Device) ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูล เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์รับเข้าที่เป็นที่รู้จักและนิยมใช้ได้แก่ แป้นพิมพ์ ( Keyboard)  เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ทุกเครื่องจะต้องมีการรับข้อมูลคือ ผู้ใช้กดแป้นพิมพ์แล้วจึงแปลงรหัสเข้าสู่การประมวลผลต่อไป เมาส์ (Mouse)  เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานเพิ่มมากขึ้น เมาส์จะมีรูปร่างพอเหมาะกับมือ และมีลูกกลิ้งอยู่ข้างล่าง โดยระบบคอมพิวเตอร์จะทำงานสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของลูกกลิ้ง และรับคำสั่งจากการกดปุ่มเมาส์ สแกนเนอร์ (Scanner)  จะทำงานโดยการอ่านรูปภาพ แล้วแปรเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถที่จะเข้าใจได้

5 อุปกรณ์ส่งออก (Output Device) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากการประมวลผลข้อมูล อุปกรณ์ส่งออกที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ จอภาพ (Monitor)  เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่ผู้ใช้คุ้นเคยมากที่สุด ใช้แสดงผลในรูปของข้อความและรูปภาพ เริ่มแรกนั้นมีการนำเอาโทรทัศน์มาเป็นจอภาพสำหรับการแสดงผล แต่ผลที่ได้ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก จึงมีการผลิตจอขั้นมาจอภาพนั้นมีหลายลักษณะซึ่งลักษณะที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่คุ้นเคยและพบเห็นบ่อย ๆ ได้แก่

clip_image008_thumb

จอภาพแบบซีอาร์ที ( Cathode ray tube: CRT)

จะมีลักษณะจอโค้งนูน ลักษณะการแสดงผลนั้นเริ่มแรกแสดงผลได้เฉพาะเป็นตัวอักษรเท่านั้น แต่จะมีความละเอียดสูงเรียกว่า จอภาพแบบสีเดียว (Monochrome Display Adapter: MDA) ต่อมามีการพัฒนาจอสี (Color Graphic Adapter: CGA) ซึ่งสามารถแสดงภาพสีและภาพกราฟิกได้ แต่จะแสดงตัวอักษรและตัวเลขได้ไม่ดีเท่าจอแบบสีเดียว จอรุ่นต่อมาที่สามารถแสดงภาพกราฟิกได้ละเอียด และมีจำนวนสีมากขึ้นเรียกว่า จอสีภาพละเอียด (Enhance Graphic Adapter: EGA) clip_image010_thumb

ส่วนจอสีภาพละเอียดพิเศษ (Video Graphic Array: VGA)

เป็นจอภาพที่มีความละเอียดสูงมาก ปัจจุบันจอภาพที่ใช้สำหรับงานคอมพิวเตอร์ในด้านการออกแบบจะใช้จอภาพ เอ็กซ์วีจีเอ (extra Video Graphic Array : XVGA) จอภาพแบบแอลซีดี ( Liquid Crystal Display: LCD ) เดิมเป็นจอภาพที่ใช้กับเครื่องคิดเลขและนาฬิกา แต่ปัจจุบันจะพบได้ในเครื่อง PC แบบพกพา เช่น โน้ตบุ้คหรือแล็ปท็อป จอภาพแบบนี้จะมีลักษณะแบนเรียบและบาง และได้พัฒนาให้การแสดงผลมีความละเอียดและได้ภาพที่ชัดเจน

clip_image012_thumb

เครื่องพิมพ์ (Printers)

ถือเป็นอุปกรณ์แสดงผลที่สำคัญรองลงมาจากจอภาพ เพราะจะแสดงผลลัพธ์ลงบนกระดาษทำให้สะดวกต่อการใช้งาน (อุปกรณ์ที่สามารถเก็บผลที่แสดงออกมาได้ เราเรียกว่า Hard copy ส่วนจอภาพจะเป็น Soft copy) ลักษณะของเครื่องพิมพ์ที่ใช้กันในปัจจุบันได้แก่ เครื่องพิมพ์แบบจุด (Dot-Matrix Printers) คุณภาพของงานพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ ชนิดนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนจุดของเครื่อง เพราะผลที่ได้จากการพิมพ์จะมีลักษณะเป็นจุด เครื่องพิมพ์ชนิดนี้จะมีราคาถูกเหมาะสำหรับงานพิมพ์ที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก เครื่องพิมพ์แบบจุดนี้จัดเป็นเครื่องพิมพ์แบบกระทบ ( impact printer ) คือ เวลาพิมพ์หัวพิมพ์จะกระทบกับผ้าหมึก clip_image014_thumb

เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก (Inkjet Printer)

หลักการทำงานคือการฉีดหมึกลงบนกระดาษเป็นจุดเล็ก ๆ เพื่อให้ได้รูปแบบงานพิมพ์ที่ต้องการ งานพิมพ์ที่ได้จะมีความละเอียดกว่าเครื่องพิมพ์แบบจุดมาก เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึกนี้จัดเป็นเครื่องพิมพ์แบบไม่กระทบ ( Non – impact printer) เพราะเครื่องพิมพ์แบบนี้ทำงานโดยไม่ต้องใช้แถบผ้าหมึก

clip_image016_thumb

เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer)

หลักการทำงานของเครื่องพิมพ์แบบนี้ จะใช้หลักการเดียวกันกับเครื่องถ่ายเอกสาร คือใช้แสงเลเซอร์ในการพิมพ์เรียกว่า LED (Light-Emit-ting Diode) และ LCS (Liquid Crystal Shutter) ซึ่งจะพิมพ์งานออกทีละหน้า เราเรียกงานพิมพ์แบบนี้ว่า ppm (Page per minute ) ทั้งงานพิมพ์ที่ได้ก็มีคุณภาพสูงและคมชัดมาก เวลาพิมพ์ก็ไม่ส่งเสียงดังรบกวน เครื่องพิมพ์แบบนี้จัดเป็นเครื่องพิมพ์แบบไม่กระทบ (Non – impact printer ) เช่นกัน พล็อตเตอร์ (Plotter) เป็นอุปกรณ์แสดงผลที่มักจะใช้ในงานเขียนแบบ หรืองานด้านกราฟิก เช่นพิมพ์เขียว การพิมพ์แผนผังขนาดใหญ่ แผนที่ หัวพิมพ์จะทำงานเป็นเหมือนปลายปากกา ลักษณะงานพิมพ์จะเป็นงานที่ซับซ้อนและใช้กระดาษแผ่นใหญ่ ๆ ในการพิมพ์ clip_image018_thumb

 

http://koksilibrary.wordpress.com/2012/06/18/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0/

การนำเข้า ข้อมูล (Input data) เป็นกระบวนการบันทึกข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ การสร้างฐานข้อมูลที่ละเอียด ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ซึ่งจำ เป็นต้องมีการประเมินคุณภาพข้อมูล ที่จะนำเข้าสู่ระบบในเรื่องแหล่งที่มาของข้อมูล วิธีการสำรวจข้อมูลมาตราส่วนของแผนที่ ความถูกต้อง ความละเอียด พื้นที่ที่ข้อมูลครอบคลุมถึงและปีที่จัดทำข้อมูล เพื่อประเมินคุณภาพ และคักเลือกข้อมูลที่จะนำเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล

หน่วยความจำบนอุปกรณ์แสดงผลภาพ,เสียง,ปริ้นเตอร์ 

ส่วนรับข้อมูล (Input Unit) ทำหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่หน่วยความจำหลัก ปัจจุบันอุปกรณ์มากมายแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ – Keyboard (คีย์บอร์ด) Keyboard เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการนำข้อมูลลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นปุ่มตัวอักษรเหมือนปุ่มเครื่องพิมพ์ดีด เป็นอุปกรณ์รับเข้าพื้นฐานที่ต้องมีในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง จะรับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยน เป็นรหัสเพื่อส่งต่อไปให้กับคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลจะมีจำนวนตั้งแต่ 50 แป้นขึ้นไป แผงแป้นอักขระส่วนใหญ่มีแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก เพื่อทำให้การป้อนข้อมูลตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น การวางตำแหน่งแป้นอักขระ จะเป็นไปตามมาตรฐานของระบบพิมพ์สัมผัสของเครื่องพิมพ์ดีด ที่มีการใช้แป้นยกแคร่ (shift) เพื่อทำให้สามารถใช้พิมพ์ได้ทั้งตัวอักษร ตัวพิมพ์ใหญ่ และตัวพิมพ์เล็ก ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักษรที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต กล่าวคือ เมื่อมีการกดแป้นพิมพ์ แผงแป้นอักขระจะส่งรหัสขนาด 7 หรือ 8 บิต นี้เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์

1.Keyboard

– Mouse (เมาส์) Mouse เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลอย่างหนึ่งแต่ที่เห็นการทำงาน โดยทั่วไปจะเป็นตัวที่ใช้ควบคุมลูกศรให้เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนจอภาพ เหมาะสำหรับใช้งานเมื่อต้องเลือก หรือเลื่อนวัตถุต่างๆ บนจอ Mouse ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ 2 แบบ ได้แก่ 9 Pin, Serial Port และ PS/2 (Personal System Version2)

2.Mouse

– Scanner (สแกนเนอร์) สแกนเนอร์ คือ อุปกรณ์จับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพ จากรูปแบบของแอนาลอกเป็นดิจิตอล ซึ่งคอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรียบเรียง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็นรูปถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ 3.Scanner – Webcam (เว็บแคม) เว็บแคมหรือชื่อเรียกเต็มๆว่า Web Camera (เว็บแคเมรา) แต่ในบางครั้งก็มีคนเรียกว่า Video Camera หรือ Video Conference เว็บแคมเป็นอุปกรณ์อินพุตที่ สามารถจับภาพเคลื่อนไหวของเราไปปรากฏในหน้าจอมอนิเตอร์ และสามารถส่งภาพเคลื่อนไหวนี้ผ่านระบบเครือข่ายเพื่อให้คนอีกฟากหนึ่งสามารถ เห็นตัวเราเคลื่อนไหว ได้เหมือนอยู่ต่อหน้า ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์อีกตัวหนึ่ง และมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ 4.Webcam – Microphone (ไมโครโฟน) ไมโครโฟน คือ อุปกรณ์รับเสียงแล้วทำการแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อประมวลผลในเครื่องขยายเสียงหรืออุปกรณ์ผสมเสียงอื่นๆ ไมโครโฟนจะประกอบด้วยขดลวดและแม่เหล็กเป็นหลัก เมื่อเสียงกระทบตัวรับในไมโครโฟนจะทำให้ขดลวดสั่นสะเทือนตัดกับสนามแม่เหล็ก จึงทำให้เกิดสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งเป็นหลักการทำงานตรงข้ามกับลำโพง โดยทั่วไปไมโครโฟนใช้รับเสียงพูดหรือเสียงร้องเพลง 5.Microphone – Touch screen (ทัชสกรีน) ทัชสกรีน คือ จอภาพแบบสัมผัส ซึ่งเป็นจอภาพแบบพิเศษที่เป็นทั้งอุปกรณ์แสดงผลข้อมูล และอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล มักนำไปใช้กับธุรกิจร้านค้า โรงแรม สายการบิน พิพิธภัณฑ์ สถานบันเทิงคาราโอเกะ รวมถึงธุรกิจธนาคาร เช่น เครื่องเอทีเอ็ม ซึ่งผู้ใช้งานเพียงแต่นำนิ้วหรือใช้แท่งคล้ายดินสอหรือปากกา แตะ/กดลงบนตำแหน่งที่ต้องการบนจอภาพ 6.Touch-Screen 2.ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่จะขาดไม่ได้เลยคือหน่วยประมวลผลกลาง หรือ ซีพียู เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ ที่มีความสำคัญมากที่สุดของฮาร์ดแวร์ เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาทางอุปกรณ์อินพุต ตามชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน ส่วนประกอบของหน่วยประมวลผลกลางนั้นประกอบไปด้วย 1. หน่วยคำนวณ และตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit : ALU) 2. หน่วยควบคุม (Control Unit) 3. หน่วยความจำหลัก (Main Memory) 7.CPU3.ส่วนแสดงผล (Output Unit)           หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ โดยมากจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 3.1) หน่วยแสดงผลชั่วคราว (Soft Copy) หมายถึง การแสดงผลออกมาให้ผู้ใช้ได้รับทราบในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกการทำงานหรือเลิกใช้แล้วผลนั้นก็จะหายไป ไม่เหลือเป็นวัตถุให้เก็บได้ ถ้าต้องการเก็บผลลัพธ์นั้นก็สามารถส่งถ่ายไปเก็บในรูปของข้อมูลในหน่วยเก็บ ข้อมูลสำรอง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในภายหลัง ได้แก่ – จอภาพ (Monitor) 8.Monitor – อุปกรณ์ฉายภาพ (Projector) 9.Projector – อุปกรณ์เสียง (Audio Output) 10.Speaker   3.2) หน่วยแสดงผลถาวร (Hard Copy) หมายถึง การแสดงผลที่สามารถจับต้อง และเคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ มักจะออกมาในรูปของกระดาษ ซึ่งผู้ใช้สามารถนำไปใช้ในที่ต่าง ๆ หรือให้ผู้ร่วมงานดูในที่ใด ๆ ก็ได้ อุปกรณ์ที่ใช้เช่น – เครื่องพิมพ์ (Printer) 11.Printer – เครื่องพลอตเตอร์ (Plotter) 12.Plotter 4.หน่วยความจำ (Memory Unit) หน่วยความจำ (Memory Unit) ทำหน้าที่เก็บโปรแกรมหรือข้อมูลที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูล เพื่อเตรียมส่งออกหน่วยประมวลผลกลางทำการประมวลผล และรับผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล และเตรียมส่งออกหน่วยแสดงผลข้อมูลต่อไป ซึ่งหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ 4.1) หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจดจำข้อมูล และโปรแกรมต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ บางครั้งอาจเรียกว่า หน่วยเก็บข้อมูลหลัก (Primary storage) สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 4.1.1) หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory – ROM) เป็น หน่วยความจำแบบสารกึ่งตัวนำชั่วคราวชนิดอ่านได้อย่างเดียว ใช้เป็นสื่อบันทึกในคอมพิวเตอร์ เพราะไม่สามารถบันทึกซ้ำได้ (อย่างง่ายๆ) เป็นความจำที่ซอฟต์แวร์หรือข้อมูลอยู่แล้ว และพร้อมที่จะนำมาต่อกับไมโครโพรเซสเซอร์ได้โดยตรง หน่วยความจำประเภทนี้แม้ไม่มีไฟเลี้ยงต่ออยู่ ข้อมูลก็จะไม่หายไปจากน่วยความจำ (nonvolatile) โดยทั่วไปจะใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ต้องมีการแก้ไขอีกแล้วเช่น เก็บโปรแกรมไบออส (Basic Input output System : BIOS) หรือเฟิร์มแวร์ ที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ใช้เก็บโปรแกรมการทำงานสำหรับเครื่องคิดเลข ใช้เก็บโปรแกรมของคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเฉพาะด้าน เช่น ในรถยนต์ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมวงจร ควบคุมในเครื่องซักผ้า เป็นต้น 13.Rom-Bios 4.1.2) หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory – RAM) เป็นหน่วยความจำหลัก ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบัน หน่วยความจำชนิดนี้ อนุญาตให้เขียนและอ่านข้อมูลได้ในตำแหน่งต่างๆ อย่างอิสระ และรวดเร็วพอสมควร ซึ่งต่างจากสื่อเก็บข้อมูลชนิดอื่นๆ อย่างเทป หรือดิสก์ ที่มีข้อจำกัดในการอ่านและเขียนข้อมูล ที่ต้องทำตามลำดับก่อนหลังตามที่จัดเก็บไว้ในสื่อ หรือมีข้อกำจัดแบบรอม ที่อนุญาตให้อ่านเพียงอย่างเดียว ข้อมูลในแรม อาจเป็นโปรแกรมที่กำลังทำงาน หรือข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล ของโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ ข้อมูลในแรมจะหายไปทันที เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ถูกปิดลง เนื่องจากหน่วยความจำชนิดนี้ จะเก็บข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้น   14.Ram   4.2) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Unit) สามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 4 ประเภท ดังนี้ 4.2.1) แบบจานแม่เหล็ก เป็นอุปกรณ์สำรองข้อมูลที่เป็นลักษณะของจานแม่เหล็กสำหรับบันทึกข้อมูลไว้ ภายใน Disk ได้รับความนิยมและใช้งานมานานพอสมควรซึ่งเป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ใช้หลักๆ เลยในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ฮาร์ดดิสก์ 15.Harddisk 4.2.2) แบบแสง เป็นสื่อเก็บข้อมูลสำรองที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยใช้หลักการทำงานของแสง การจัดการข้อมูลจะคล้ายกับแผ่นจานแม่เหล็ก ต่างกันที่การแบ่งจะเป็นรูปก้นหอย และเริ่มเก็บบันทึกข้อมูลจากส่วนด้านในออกมาด้านนอก ที่เป็นที่นิยมและรู้จักกันดี เช่น CD , DVD 16.CD-DVD                       4.2.3) แบบเทป เป็นสื่อเก็บข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากและเข้าถึงข้อมูลแบบ เรียงลำดับต่อเนื่องกันไป มีการผลิตขึ้นมาหลากหลายขนาดแตกต่างกันไป เช่น DAT และ QIC เป็นต้นปัจจุบันไม่ค่อยถือเป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ 17.DAT-QIC 4.2.4) แบบอื่นๆ เป็นสื่อเก็บข้อมูลแบบใหม่ที่พบได้ทั่วไปในปัจจุบัน มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น Flash Drive, Thumb Drive , Handy Drive เป็นต้น อีกชนิดคือ Memory Card เพื่อใช้เก็บข้อมูลในกล้องดิจิตอลแบบพกพา 18.Flash-Drive

http://fabusayarat.blogspot.com/2012/11/input-data-input-unit-keyboard-keyboard.html