http://www.youtube.com/watch?v=JrkKtZoC8Aw&feature=youtu.be

Blu-ray คืออะไร

Blu-ray เป็นฟอร์แม็ตดิสก์อ๊อปติคออกแบบให้แสดงผลวิดีโอความคมชัดสูงและเก็บจำนวนข้อมูลมากกว่า

Blu-ray เป็นผู้ชนะเหนือดีวีดี มาตรฐานนี้ได้รับการพัฒนาร่วมโดย Hitachi, LG, Matsushita (Panasonic), Pioneer, Philips, Samsung, Sharp, Sony และ Thomson สิ่งนี้กลายมาตรฐานดิสก์อ๊อปติคสำหรับเนื้อหาความคมชัดสูงและตัวเก็บข้อมูล อ๊อบติคหลังจากชนะฟอร์แม็ต HD-DVD ที่ได้รับสนับสนุนโดย Toshiba และ NEC

ชื่อฟอร์แม็ตนี้มาจากความจริงที่ว่าแสงเลเซอร์สีน้ำเงินอ่านและเขียนบนดิสก์ แทนที่แสงเลเวอร์สีแดงของเครื่องเล่นดีวีดี แสงเลเซอร์สีน้ำเงินใช้สำหรับดีวีดีเขียนได้ ผลต่อเนื่อง ดิสก์ Blu-ray สามารถเก็บข้อมูลมากกว่าในพื้นที่ 12 เซนติเมตรเท่ากัน เหมือนกับฟอร์แม็ตดีวีดีเขียนได้ Blu-ray ใช้เทคโนโลยี phase change เพื่อทำให้สามารถเขียนซ้ำบนดิสก์

ความสามารถบรรจุมาจรฐานของ Blu-ray เพียงพอกับการเก็บสำเนาการสำรองต่อเนื่องของฮาร์ดดิสก์ลงบนดิสก์เดียว เริ่มต้น ฟอร์แม็ตนี้ มีความจุด้านเดียว 27 กิกะไบต์และ 50 กิกะไบต์ บนดิสก์ชั้นคู่ ดิสก์ Blu-ray ด้านเดียวสามารถเก็บข้อมูลวิดีโอมาตรฐานได้ถึง 13 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับ ดีวีดีด้านเดียวที่ 133 นาที ในเดือนกรกฎาคม 2551 Pioneer ประกาศว่าพวกเขาได้พบวิธีในการเพิ่มความจุเป็น 500 กิกะไบต์ โดยดิสก์ 20-ชั้น ดิสก์เหล่านั้นยังไม่ได้คาดว่าจะได้ในเชิงพาณิชย์ในอนาคตอันใกล้

Blu-ray มีส่วนข้อมูลต่อเนื่องที่ 36 เมกกะไบต์ต่อวินาที เร็วเพียงพอสำหรับการบันทึกวิดีโอคุณภาพสูง Blu-ray จะไม่ได้เล่นบนเครื่องเล่นซีดีและดีวีดีปัจจุบัน เพราะเครื่องเล่นเหล่านี้ขาดแสงเลเซอร์สีม่วง-น้ำเงินที่ต้องการในการอ่าน ดิสก์ ถ้าแสงเลเวอร์เหมาะสมได้รับการรวม เครื่องเล่น Blu-ray สามารถเล่นได้ทั้งสองฟอร์แม็ต เครื่องเล่นดิสก์ Blu-ray มีให้จากผู้ผลิตหลายหลาย รวมถึง Panasonic, Pioneer, Samsung และ Sony เครื่องเพลย์สเตชัน 3 ของ Sony ได้ติดตั้งไดร์ฟ Blu-ray

Blu-Ray-Disks

ประวัติ

มาตรฐานของบลูเรย์พัฒนาโดย กลุ่มของบริษัทที่เรียกว่า Blu-ray Disc Association ซึ่งนำโดย ฟิลิปส์ และ โซนี เปรียบเทียบกับ เอ็ชดีดีวีดี (HD-DVD) ที่มีลักษณะและการพัฒนาใกล้เคียงกัน บลูเรย์มีความจุ 25 GB ในแบบเลเยอร์เดียว (Single-Layer) และ 50 GB ในแบบสองเลเยอร์ (Double-Layer) ขณะที่ เอ็ชดีดีวีดีแบบเลเยอร์เดียว มี 15 GB และสองเลเยอร์มี 30 GB

ความจุของบลูเรย์ดิสค์ ซึ่งปกติแผ่นบลูเรย์นั้นจะมีลักษณะคล้ายกับแผ่น ซีดี/ดีวีดี โดยแผ่นบลูเรย์จะมีลักษณะแบบหน้าเดียว และสองหน้า โดยแต่ละหน้าสามารถรองรับได้มากถึง 2 เลเยอร์ อาทิ แผ่น BD-R (SL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Single Layer แบบหน้าเดียว มีความจุ 25 GB แผ่น BD-R (DL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Double Layer แบบหน้าเดียว มีความจุ 50 GB แผ่น BD-R (2DL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Double Layer แบบสองหน้า มีความจุ 100 GB

ส่วนความเร็วในการอ่านหรือบันทึกแผ่น Blu-Ray ที่มีค่า 1x, 2x, 4x ในแต่ละ 1x จะมีความเร็ว 36 เมกะบิต ต่อ วินาที นั่นหมายความว่า 4x นั่นจะสามารถบันทึกได้เร็วถึง 144 เมกะบิต ต่อ วินาที โดยมี นักวิทยาศาสตร์จาก NASA เป็น ผู้พัฒนาต่อจาก ระบบบันทึกข้อมูลที่ใช้ในโครงการอวกาศ

การเปิดตัวและการพัฒนายอดขาย

ผู้เล่น BD-ROM แรก (เช่นโซนี่ BDP-S1 ) ถูกส่งในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2006 แม้ว่าHD DVDผู้เล่นที่ชนะพวกเขาไปยังตลาดโดยไม่กี่เดือน[ 24 ] [ 25 ]

แรก Blu-ray Disc ชื่อได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 20 มิถุนายน 2006: 50 วันแรก , ห้าธาตุ , Hitch , บ้านมีดบิน , Twister , Underworld: Evolution , xXx (ทั้งหมดของ Sony ) และเอ็มจีเอ็ ‘s Terminator . [ 26 ]รุ่นเก่าที่ใช้MPEG-2การบีบอัดวิดีโอวิธีการเดียวกับที่ใช้กับมาตรฐานดีวีดี . รุ่นแรกที่ใช้ใหม่VC-1และAVCรูปแบบที่ถูกนำมาใช้ในกันยายน 2006 [ 27 ]ภาพยนตร์แรกที่ใช้ 50 GB แผ่นชั้นสองถูกแนะนำในตุลาคม 2006 [ 28 ]อัลบั้มเสียงเพียงครั้งแรกที่ถูกปล่อยตัวในเดือนพฤษภาคม 2008 [ 29 ] [ 30 ]

ครั้งแรกของมวลตลาด Blu-ray Disc ไดรฟ์สำหรับเครื่องพีซีที่เขียนทับได้เป็นบลูเร 100A ปล่อยโซนี่เมื่อ 18 กรกฎาคม 2006 [ 31 ]มันบันทึกทั้งเดี่ยวและคู่ชั้น BD-อาร์เอสเช่นเดียวกับ BD-REs และ มีราคาขายปลีกที่แนะนำของสหรัฐฯ $ 699
https://en.wikipedia.org/wiki/Blu-ray_Disc

http://www.com5dow.com/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C-it/610-blu-ray-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html


SSD คืออะไร

SSD ย่อมาจาก Solid State Drive คืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่เหมือนกับฮาร์ดดิสก์ เพียงแต่รูปแบบการบันทึกข้อมูลของ SSD จะเป็นการบันทึกข้อมูลแบบ Flash Memory พูดง่ายๆก็เหมือนกับ FlashDrive ที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้นั่นเอง มักนิยมนำมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก Netbook เพราะขนาดของ SSD นี้จะมีขนาดเล็กประมาณ 1.8 – 2.5 นิ้ว
ssd

ข้อดีของ Solid State Drive (SSD)
1. ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลไวกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ Harddisk ที่เราใช้กันในปัจจุบัน
2. ไม่เปลืองพลังงานไฟฟ้า
3. ไม่มีเสียงดัง เนื่องจากเก็บข้อมูลด้วย Flash Memory ดังนั้นจึงไม่มีชิ้นส่วนที่ต้องเคลื่อนที่
4. ไม่มีความร้อน
5. สามารถตกจากที่สูงได้ ในขณะที่ข้อมูลด้านในไม่เป็นอะไรเลย เมื่อเปรียบเทียบกับ Harddisk แบบที่เราใช้การกันใจปัจจุบัน
6. ความไวในการ Boot เครื่อง
ข้อเสียของ Soild State Drive(SSD)
1. การเขียนข้อมูลจะช้า เพราะมันคือ Flash การเขียนของมันจะต้องทำการ เพิ่มกำลังไฟฟ้าให้สูงขึ้นพอที่จะทำให้ข้อมูลใหม่เพิ่มเข้าไปได้
2. ราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับ Harddisk แบบที่เราใช้กันในปัจจุบัน
3. ความจุ (เนื้อที่) น้อยเพราะปัจจุบันสูงสุดอยู่ที่ 64 GB

SSD นั้นผลิตได้่ 2 แบบ คือ
1. NOR Flash (หน่วยความจำจะถูกเชื่อมต่อ
กันแบบขนาน ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างอิสระ อ่านข้อมูลเร็วมาก แต่ มีความจุต่ำ และราคาแพงมาก)
2. NAND Flash (เป็นแบบเข้าถึงข้อมูลทีละบล๊อก ทำให้มีความจุสูง ราคาถูก)
FlashDrive ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้จึงเป็นแบบ NAND Flash เพราะราคาถูกกว่า ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท
– Single-Level Cell (SLC) : ในแต่ละเซลเก็บข้อมูลได้ 1 บิต ทำงานเร็ว
กินพลังน้อย และมีอายุการใช้งานนาน (เขียนได้ 1 แสนครั้งโดยประมาณ)
แต่ราคาสูง
– Multi-Level Cell (MLC) : 1 เซลเก็บข้อมูลได้มากกว่า 1 บิต (ปัจจุบัน
1 เซลเก็บได้ 2 บิต และอยู่ในระหว่างการพัฒนาให้เก็บได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ความเร็วต่ำกว่า ใช้พลังงานมากกว่า SLC เขียนได้ ไม่เกิน 1 หมื่นครั้ง แต่มีราคาถูก)

http://www.mindphp.com/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD/73-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/2411-ssd-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html

Posted: July 2, 2013 in Embeded os, Windows phone

windows-phone-logo

ในปัจจุบัน Windows Phone จะยังใช้อยู่ใน Version 7 โดยใช้รูปแบบของ Metro UI Theme มาจัดการในส่วนของ Interface ระหว่าง Application กับ User ซึ่งจะใช้งานง่าย และสนุกกว่าการใช้ Stylus ในแบบพวก Windows Mobile เช่นกับฟีเจอร์การทำงานของ iOS ของ iPhone , iPad หรือ Android ซึ่งการใช้งานจะคล้าย ๆ กับ คือใช้ระบบสัมผัสด้วยมือ หรือ Slide พวก Swipe ในทิศทางต่าง ๆ

Windows Phone ออกแบบมาให้สามารถใช้ได้กับ Smartphone ในขนาดทั่ว ๆ ไป รวมทั้ง Tablets โดยในมือถือหรือSmartphone ที่ได้ถูกติดตั้งในปัจจุบันจะเป็นของ Nokia เช่น รุ่น Lumia (มียอดขายกว่า 4 ล้านเครื่อง) และคาดว่าในอนาคตเร็ว ๆ นี้จะได้ใช้กับอุปกรณ์หลาย ๆ รุ่น
windows-phone-8-start-screens

และไม่อีกกี่เดือนข้างหน้า Microsoft จะออก Windows Phone เวอร์ชั่น 8 พร้อมกับปล่อย SDK มาเพื่อให้นักพัฒนาทั้งหลาย ได้ดาวน์โหลดมาทดลองกัน และ Windows Phone 8 มีการใช้ Core บางตัวมาจาก Windows 8 ที่อยู่บน PC Desktop เพราะฉะนั้นในบาง Application สามารถนำจาก Application ที่อยู่บน Windows 8 มาใช้กับ Windows Phone 8 โดยอาจจะเปลี่ยนโครงสร้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
windows-phone-nokiaการพัฒนาโปรแกรมบน Windows Phone นั้นถือว่ายังมีน้อยมาก ถ้าเปรียบเทียบกับ Android สาเหตุส่วนหนึ่งคือ ในระบบWindows เองไม่ใช่ Open Source จึงทำให้ค่ายโทรศัพท์มือถือต่าง ๆ จะเลือกนิยมใช้ Android ที่เป็นของฟรี กันเป็นส่วนมาก และเมื่อมีผู้ใช้น้อย นักเขียนโปรแกรมก็จะน้อยเช่นเดียวกัน สังเกตุได้จาก การค้นหาข้อมูลบน Google แทบจะหายาก หรือ ไม่มี และApplication ที่มีให้เลือกใช้ก็ยังน้อยเช่นเดียวกัน

การพัฒนาหรือเขียนโปรแกรมสำหรับ Windows Phone 7 และ 8 นั้น จะง่ายกกว่าการเขียนบน Android หรือ iOS เพราะถ้าเคยเขียนพวก VB / VB.NET หรือ C# มาแล้วก็จะสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว พื้นฐานแล้ว Windows Phone พัฒนาด้วย .NET Framework กับ Silverlight ใช้ XAML เป็น UI ในการสร้าง Interface บนหน้าจอ และมี Code Behind ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของ Interface อีกที ปัจจุบันสามารถเขียนได้ 2 ภาษาคือ VB.NET และ C# และ Tools ที่จะสารองรับการเขียนคือ Visual Studio 2010 โดยถ้าจะเขียนแค่ติดตั้ง Visual Studio 2010 และ Windows Phone SDK เท่านั้นก็จะสามารถเขียนได้ทันที

windows-phone-create-new-project-01 windows-phone-intro-02

ตามที่ได้เกรนไว้ในย่อหน้าแรก ๆ คือ Windows Phone ยังถือว่าใหม่สำหรับเมืองไทยในด้านของการพัฒนาโปรแกรมบนWindows Phone แต่ปัจจุบัน Microsoft ได้ให้ความสนใจที่จะพัฒนา Windows Phone เป็นอย่างมาก และมีโอากาสที่Windows Phone จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Application ที่อาจจะได้รับความนิยมในอนาคตเป็นได้ ส่วนหนึ่งก็คือ คนส่วนมากจะใช้ Windows OS ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และ Interface ของ Application บางตัวใน Windows Phone เราก็คุ้นเคยดี รวมทั้งApplication อื่น ๆ ที่อาจจะรองรับต่อการทำงานบน Windows ได้ดีกว่า iOS หรือ Android เช่นพวก Document ที่เป็น Microsoft Office ต่าง ๆ และโดยพื้นฐานเอง Micorsoft ก็มีนักพัฒนา Windows อยู่ทั่วโลกมากมาย การเขียนโปรแกรมก็สามารถเรียบรู้และเข้าใจได้โดยไม่ยาก

สำหรับนักพัฒนาโปรแกรมสนใจที่จะหันมาพัฒนาโปรแกรมบน Windows Phone นั้น ไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมบน Smarphone อื่น ๆ ก็สามารถที่จะเขียนแอพบน Windows Phone ได้ เพราะแค่มีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมพวก ASP, VB, VB.NET หรือ C# และก็พื้นฐาน XML นิดหน่อยก็สามารถต่อยอดได้อย่างไม่ยาก และบนเว็บของ Microsoft เองก็มี Windows Phone Dev Center เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรมบน Windows Phone ทั้งหมด เช่น SDK Package หรือ Document และตัวอย่าง Application ไว้สำหรับศึกษาอีกมากมาย

http://www.thaicreate.com/mobile/windows-phone-os.html

 

 

IOS

Posted: July 2, 2013 in Embeded os, IOS

ios01

คำว่า ไอโอเอส (IOS) โดยมีชื่อเดิมที่เรียกกันคือ ไอโฟนโอเอส (iPhone OS) คือระบบปฏิบัติการสำหรับสมาร์ตโฟนของบริษัท แอปเปิล (Apple Inc.) เป็นระบบที่ได้พัฒนาขึ้นสำหรับใช้ในโทรศัพท์ไอโฟน (iPhone) และต่อมาได้มีการพัฒนาต่อเพื่อใช้สำหรับไอพอตทัช (iPod touch) และไอแพด (iPad) ซึ่งระบบ IOS สามารถเชื่อมต่อไปยัง Apps Store สำหรับการเข้าถึงแอปพลิเคชั่นที่สามารถใช้งานได้บนระบบปฎิบัติการ IOS หรือที่เรียกกันว่า IOS Application หรือ IOS Apps ซึ่งมีการแบ่งเป็นหมวดการใช้งานสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์ไอโฟนสามารถทำการโหลด IOS App มาใช้งานได้ตามต้องการ และนอกจากนี้ในปัจจุบันได้มีการพัฒนา IOS Apps สำหรับใช้งานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ระบบ IOS อีกมากมาย

การพัฒนา IOS Apps ทำได้อย่างไร

การพัฒนา IOS Apps นั้น ในปัจจุบันถือว่ายังมีนักพัฒนาจำนวนน้อยกว่า Android ซึ่งการเป็นผูัพัฒนา IOS Apps จะต้องมีการศึกษาหาข้อมูลหลายอย่างก่อนที่จะทำการลงมือเขียน Apps ซึ่งควรเริ่มจากการคิดหาไอเดียใหม่ ๆ ที่จะพัฒนาIOS Apps ขึ้นมา โดยต้องหาจุดเด่นของ Apps ที่จะเขียนก่อน ซึ่งบางครั้งเราอาจจะมองจากปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันแล้วทำการการสร้าง Application ใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาโปรแกรมมาเพื่อแก้ปัญหา หรือ อำนวยความสะดวก รวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์การตลาดก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน

http://www.chaiyohosting.com/ios-apps/

training-prof1

การใช้งาน SmartPhone Android เบื้องต้น

สมาร์ทโฟนจริงๆแล้วเปรียบเหมือนการนำโทรศัพท์มารวมกับคอมพิวเตอร์
ผู้ใช้งานสามารถโทรเข้า รับสาย ส่งSMS,MMS ได้เหมือนกับโทรศัพท์ปรกติ
และยังสามารถลงโปรแกรม(แอปพลิเคชั่น) ที่มีให้เลือกใช้งานมากมาย
เพื่องตอบสนองผู้ใช้ทั้งการทำงาน ความบันเทิง การติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เนท ฯลฯ

และสมาร์ทโฟนแต่ละเจ้าก็มีระบบปฏิบัติการแตกต่างกันไป และAndroid ก็เป็นหนึ่งในระบบปฏิบัติการยอดนิยม
ด้วยการใช้งานที่เข้าใจง่าย และมีแอปพลิเคชั่นที่รองรับไว้ให้เลือกใช้มากมาย ทั้งแบบฟรี และจ่ายเงิน

เบื้องต้นเรามาทำความรู้จักกับการใช้งานพื้นฐานของ สมาร์ทโฟนที่เป็นระบบ Android กันก่อน
ปุ่มการใช้งานที่ตัวเครื่อง และการสั่งการด้วยการทัช

 ปุ่ม Power (มักจะอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง)
-กดปุ่ม Powerค้างเพื่อเปิดเครื่อง เริ่มการใช้งานครั้งแรกอาจใช้เวลาในการเตรียมข้อมูลระยะหนึ่ง
-เมื่อหน้าจอพักลงไป กดปุ่ม Power1ครั้งเพื่อเรียกการใช้งานใหม่ ทำการทัชแล้วลากลงเพื่อปลดล๊อกหน้าจอ
-ต้องการพักหน้าจอเมื่อจบการใช้งาน กดปุ่ม Power1ครั้ง
-กดปุ่ม Powerค้างเพื่อปิดเครื่อง

ปุ่มHome (ปุ่มรูปบ้าน)
-ไม่ว่าผู้ใช้อยู่หน้าไหนก็ตาม กดปุ่มHome1ครั้ง เพื่อกลับมาหน้าต่างหลัก
-ที่หน้าต่างหลัก กดปุ่มHome1ครั้ง เพื่อแสดงหน้าต่างทั้ง5หน้า

ปุ่มmenu
-ต้องการปรับแต่งหรือตั้งค่าใดใดกับหน้าการใช้งานนั้นๆ กดปุ่มmenu1ครั้ง จะมีตัวเลือกแสดงขึ้นมา
-ต้องการปรับแต่งหรือตั้งค่าใดใดกับหน้าแอปพลิเคชั่นนั้นๆ กดปุ่มmenu1ครั้ง จะมีตัวเลือกแสดงขึ้นมา

ปุ่มBack (รูปลูกศรซ้าย)
-กดปุ่มBack1ครั้งเพื่อย้อนกลับไปหน้าก่อนหน้า

การทัชสกรีน
-ปลดล๊อกเพื่อใช้งานโดยการกดปุ่ม Power 1ครั้ง แล้วทัชที่หน้าจอแล้วลากลง
-เปลี่ยนหน้าต่างการใช้งานทั้ง5หน้า เมื่ออยู่ที่หน้าต่างหลักทัชที่หน้าจอไปทางซ้ายหรือขวาเพื่อเปลี่ยนหน้าต่าง
-ดูการแจ้งเตือน เมื่ออยู่ที่หน้าจอหลักทัชที่บนสุดของหน้าจอแล้วลากลง เพื่อดูการแจ้งเตือนต่างๆ

-scoll Up-Down เมื่อใช้งานเว็ปไซต์ โดยการทัชที่หน้าจอค้างแล้วลากขึ้น/ลง/ซ้าย/ขวา
-การซูมเข้าออก ในการใช้งานเว็ปไซต์สามารถซูมเข้าออกเพื่ออ่านตัวหน้งสือที่มีขนาดเล็กได้โดยใช้
2นิ้วลากแยกออกหรือบีบเข้าหากัน
หน้าต่างการใช้งานของ Android

หน้าต่างหลักทั้ง5หน้า ประกอบด้วย

-แท็ปคำสั่ง : จะล๊อกอยู่ที่ด้านล่างของหน้าต่างทั้ง5หน้า สำหรับเรียกใช้งาน
หน้าแอปพลิเคชั่นรวม / การโทรออก / การเล่นอินเตอร์เนท
***ดูวิธีการโทรออก-รับสายและการจัดการกับรายชื่อเบอร์โทรศัพท์ click

-แถบแสดงสถานะ  : จะอยู่ที่ด้านบนของหน้าต่างทั้ง5หน้า เพื่อแสดงสถานะต่างๆของเครื่อง
สัญญาณโทรศัพท์ / แบตเตอรี่ / เวลา / การเชื่อมต่อWiFi / การเชื่อมต่อ GPS ฯลฯ

-พื้นที่ว่าง : สำหรับจัดวางไอคอนแอปพลิเคชั่น และwidgets ต่างๆ
ผู้ใช้สามารถออกแบบจัดวางหน้าต่างตามความต้องการในการใช้งาน
โดยมีพื้นที่ว่างให้จัดวางถึง5หน้าต่าง
***ดูวีธีการปรับแต่งหน้าต่างการใช้งานตามความต้องการของผู้ใช้  click

หน้าแอปพลิเคชั่นรวม
เป็นหน้าต่างที่รวมแอปพลิเคชั่นที่เราติดตั้งไว้ทั้งหมด
ผู้ใช้สามารถดึงแอปพลิเคชั่นที่ใช้งานบ่อยไปไว้ที่หน้าต่างการใช้งานหลักทั้ง5หน้าได้
***ดูวีธีการปรับแต่งหน้าต่างการใช้งานตามความต้องการของผู้ใช้  click

การติดตั้งแอปพลิเคชั่นใหม่ๆ

แอปพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์นั้นมีให้เลือกใช้มากมาย
ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เนทเพื่อเข้าใช้งาน Android Market
เพื่อเลือกติดตั้ง แอปพลิเคชั่นที่ต้องการโดยมีทั้งแอปพลิเคชั่นที่ฟรี และแบบเสียเงินซื้อ
***ดูวิธีการติดตั้งแอปพลิเคชั่น แอนดรอยด์  click

images

เป็นชื่อของระบบปฏิบัติการ (Operating System) แบบ Unix-Compatible ตัวหนึ่ง ที่ทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ตัวประมวลผล (CPU) ตระกูล Inel-x86 Compatible, Motorola 68k, Compaq (ในอดีต Digital) Alpha, Sparc, Mips และ Motorola PowerPC โดยมีการพัฒนาตามมาตรฐาน POSIX (Portable Operating System Interface) เช่นเดียวกับระบบปฏิบัติการแบบ Unix อื่นๆ (ปัจจุบัน POSIX ได้ถูกรวมเป็นส่วนประกอบของ X/Open Program-ming Guide)

Linux ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยมีความตั้งใจเริ่มต้นที่จะให้เป็นระบบปฏิบัติการแบบคล้าย UNIX ที่สามารถทำงานได้บนเครื่องพีซีธรรมดา ที่ใช้ CPU ตระกูล Intel-x86 Compatible ซึ่งก็คือ ที่เราใช้กันตามบ้านนั่นเอง เป็นการพลิกผันโลกของระบบ Unix แทนที่จะอยู่เฉพาะในเครื่องใหญ่ๆ ตามศูนย์คอมพิวเตอร์เหมือนแต่ก่อน

Linux เป็นระบบปฏิบัติการแบบคล้ายระบบ Unix (UNIX-Compatible) ที่มีประสิทธิภาพสูงตัวหนึ่ง จุดเด่นคือ Linux เป็นซอฟต์แวร์ภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU GPL (GNU General Public License, บางทีเรียกว่า GPL เฉยๆ) สามารถใช้งานโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เราสามารถหา ซอฟต์แวร์ Linux ได้จากเครื่องให้บริการ FTP หลายแห่งบนอินเทอร์เน็ต หรืออาจจะต้องจ่ายเงินเล็กน้อยเพื่อสั่งซื้อแผ่นซีดี จากบริษัทจำหน่ายซอฟต์แวร์ต่างๆ ถ้าท่านไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้งานหรือไม่อยากจะรอ FTP นานๆ ชนิดข้ามวันข้ามคืน เนื่องจากตัวซอฟต์แวร์ทั้งชุดจะมีขนาดหลายร้อยเมกะไบต์

เราสามารถใช้งาน Linux ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนลิขสิทธิ์ แต่ Linux ไม่ใช่ Free–ware หรือ Shareware ตัว Kernel นั้น สงวนลิขสิทธิ์โดย Linus Torvalds ส่วนโปรแกรมประกอบอื่นๆ ที่เขียนขึ้นโดยผู้ใดก็จะเป็นสงวนลิขสิทธิ์เป็นของเจ้าของคนนั้น และจะอยู่ภายใต้ GPL เราสามารถใช้งาน Linux โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ GPL (บางทีเรียกว่า CopyLeft) ซึ่งสนับสนุนให้เรามีสิทธิ์ที่จะใช้ซอฟต์แวร์ได้ฟรี, มีสิทธิ์ที่จะได้รับ Source Code เพื่อแก้ไข รวมถึงมีสิทธิ์ที่จะเผยแพร่ฉบับที่เราแก้ไขภายใต้ GPL ด้วยเหตุนี้ Linux จึงมีผู้ใช้กันมากมาย ทั้งในวงการศึกษา วิจัย หรือธุรกิจ ข้อมูลเกี่ยวกับ

Linux มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ตทั้งบน World Wide Web และตาม Mailing list ต่างๆ ท่านสามารถหาคำปรึกษา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จากผู้ใช้ Linux อีกหลายล้านคนทั่วโลก Linux จัดได้ว่าเป็นระบบปฏิบัติการแบบ Unix-Compatible ที่แพร่หลายมากที่สุดตัวหนึ่งในปัจจุบัน

คุณสมบัติของ Linux

Linux มีความสามารถเกือบทุกอย่างที่ท่านจะพบได้ในระบบปฏิบัติการ UNIX ทั่วๆ ไป อีกทั้งยังมีความสามารถบางอย่างซึ่งแตกต่างไปจากระบบ UNIX ตัวอื่นๆ

  • Linux เป็นระบบปฏิบัติการแบบหลายงานและหลายผู้ใช้ (Multitasking and Multi-user) ที่สมบูรณ์แบบ (เหมือนระบบปฏิบัติการ UNIX ทั่วๆ ไป) นั่นคือสามารถ
  • มีผู้ใช้งานพร้อมๆ กันได้หลายคน และแต่ละคนสามารถรันโปรแกรมได้หลายๆโปรแกรมพร้อมๆ กัน
  • Linux มีความเข้ากันได้ (compatible) กับระบบ UNIX ส่วนมากในระดับซอร์สโค้ด เนื่องจากระบบ Unix ต่างๆ มีการพัฒนาตามข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐาน เช่น IEEE POSIX.1, System V UNIX และ BSD UNIX เป็นต้น ตามหลักการ Source Portability ดังนั้นท่านจะพบว่า คุณสมบัติที่ถูกใช้งานเป็นประจำของ Linux สามารถพบได้ในระบบ UNIX อื่นๆ ทั่วไป ซอฟต์แวร์ที่ทำงานบนระบบ UNIX อื่นๆ ในอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่สามารถนำมาคอมไพล์บน Linux ได้โดยการแก้ไขซอร์สโค้ดเพียงเล็กน้อย ซอร์สโค้ดทั้งหมดของระบบ Linux อันได้แก่ เคอร์เนล ดีไวซ์ไดรเวอร์ ไลบรารี โปรแกรมใช้งาน และโปรแกรมระบบต่างๆ สามารถหาดาวน์โหลดได้ฟรีจากศูนย์บริการ FTP มากมายทั่วโลก
  • ความสามารถอื่นๆ อันได้แก่ POSIX job control (ซึ่งถูกใช้ในโปรแกรม shell ต่างๆ เช่น bash, sh และ csh) เทอร์มินอลเสมือน (Pseudo Terminal) คอนโซลเสมือน (Virtual Console) ซึ่งทำให้ท่านสามารถสลับหน้าจอระหว่าง login sessions ต่างๆ บนหน้าจอคอนโซลในเท็กซ์โหมดได้ ฯลฯ เคอร์เนลของ Linux มีระบบ Unified Memory Pool สำหรับโปรแกรม และดิสก์แคช นั่นคือหน่วยความจำที่ว่างอยู่ทั้งหมดจะถูกใช้งานเป็นดิสก์แคชและเมื่อมีการโหลดโปรแกรมขนาดใหญ่ ขนาดของดิสก์แคชก็จะถูกลดลงโดยอัตโนมัติ
  • โปรแกรมที่ใช้งานบน Linux จะมีการใช้งาน Dynamically Linked Shared Libraries ซึ่งก็คือโปรแกรมที่รันบน Linux จะมีการใช้งานไลบรารีไฟล์ร่วมกัน (เหมือน Shared Library ของ SunOS หรือ DLL ของ Windows) ซึ่งจะทำให้โปรแกรมที่รันบ Linux มี ขนาดเล็กลงและทำงานเร็วขึ้นมาก โดยเฉพาะโปรแกรมที่มีการใช้งานฟังก์ชันจากหลายๆไลบรารี แต่ในขณะเดียวกันถ้าท่านต้องการทำการดีบักโปรแกรมหรือต้องการใช้งานโปรแกรมแบบ Static Linked ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน
  • เพื่อสนับสนุนการดีบักโปรแกรม ตัวเคอร์เนลจะทำการสร้างไฟล์ core dump เพื่อใช้ในการดีบักและหาสาเหตุที่ทำให้โปรแกรมทำงานผิดพลาดได้

การใช้งาน Linux

หลังจากที่ท่านได้ติดตั้ง Linux เสร็จเรียบร้อย ไม่ว่าท่านจะติดตั้ง Linux ยี่ห้อใด ท่านก็จะได้ระบบปฏิบัติการที่ทำงานโดยใช้ Linux Kernel และโปรแกรมเพิ่มเติมอื่นๆ ซึ่งแต่ละ Distribution อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ส่วนมากแล้วก็จะคล้ายๆ กัน ในบทนี้จะแนะนำถึงการใช้งานระบบ Linux เบื้องต้น ซึ่งจะใช้ได้กับทุก Distribution อย่างไรก็ตาม

การเปิดเครื่อง ท่านก็กดปุ่มเปิดตามปกติ หากท่านติดตั้ง Linux เพียงระบบปฏิบัติการเดียว เครื่องก็จะทำการบูตระบบเข้าสู่ Linux เลย แต่หากท่านมีหลายระบบปฏิบัติการในเครื่องเดียว และได้ทำการติดตั้งโปรแกรม LILO (Linux Loader) อย่างถูกต้อง (จะอยู่ในขั้นตอนการติดตั้ง Linux) เวลาบูตระบบ หลังจากที่เครื่องทำการตรวจหน่วยความจำ และอุปกรณ์ต่างๆ เสร็จแล้ว จะขึ้นคำว่า LILO ซึ่งหากท่านไม่กดปุ่มอะไรเลย หลังจากรอสักครู่หนึ่ง มันก็จะทำการบูต

เข้าสู่ระบบปฏิบัติการอันใดอันหนึ่ง (ตามที่ท่านได้ระบุในขั้นตอนการติดตั้ง LILO) โดยอัตโนมัติ หากท่านต้องการดูว่า เครื่องเราสามารถบูตระบบเป็นระบบปฏิบัติการใดได้บ้าง ให้ท่านกดปุ่ม SHIFT แล้วตามด้วย TAB ขณะที่มันแสดงคำว่า LILO จะมีการแสดงชื่อระบบปฏิบัติการที่เราสามารถบูตได้ ตัวอย่างดังนี้

  • LILO <กด SHIFT>
  • boot: <กด TAB>
  • linux dos
  • Log in

เมื่อระบบ Linux พร้อมที่จะทำงาน หน้าจอจะแสดงข้อความ (เรียกว่า Log in prompt Linux 2.0.35)

  • openmind.nectec.or.th
  • Welcome to Linux 2.0.35
  • openmind login:

เครื่องแสดง Login Prompt แสดงว่าพร้อมที่จะทำงาน เมื่อท่านต้องการเข้าใช้งานเครื่องนี้ ก็ต้องใส่ชื่อบัญชีของท่าน แล้วกด Enter

  • openmind login: ott (สมมติว่า Log in ชื่อ ott)หลังจากที่ป้อนชื่อบัญชีแล้วเครื่องจะถามรหัสผ่านดังนี้

Password: (ป้อนรหัสผ่าน)ซึ่งจะเป็นจะต้องใส่รหัสให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะเข้าใช้งานระบบไม่ได้ ในขณะที่คุณพิมพ์รหัสผ่านนั้นเครื่องจะไม่แสดงสิ่งที่คุณพิมพ์เข้าไปบนหน้าจอ เพื่อความปลอดภัยป้องกันคนแอบดูและจำรหัสผ่านของคุณได้การเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานดังนี้ เราเรียกว่าการ Log in เนื่องจากระบบ Linux เป็นระบบปฏิบัติการแบบหลายผู้ใช้ (multi user) การ Log in ก็คือการขอสิทธิ์เข้าไปใช้งาน มีเพื่อจะได้จำกัดสิทธิ์สำหรับผู้ใช้แต่ละคนได้ถูกต้อง ถ้าเป็นการ Log in ครั้งแรก

หลังจากที่คุณติดตั้ง Linuxเสร็จ ชื่อบัญชีที่คุณสามารถใช้ได้ก็คือ root ซึ่งจะเป็นบัญชีของผู้ดูแลระบบ root เป็นบัญชีที่มีสิทธิสูงที่สุดในระบบเมื่อป้อนรหัสผ่านถูกต้องแล้ว ท่านก็จะเข้าสู่การใช้งานในโหมดที่เรียกว่า Shell หน้าจอ เมื่อป้อนรหัสผ่านถูกต้องแล้ว ท่านก็จะเข้าสู่การใช้งานในโหมดที่เรียกว่า Shell หน้าจอ แสดงเครื่องหมาย Shell Prompt แสดงถึงการพร้อมรับคำสั่ง โดยถ้าคุณคือ root คุณจะได้ Shell Prompt เป็นเครื่องหมาย # แต่ถ้าคุณเป็นผู้ใช้ธรรมดาคุณอาจจะได้ Shell Prompt เป็น เครื่องหมาย $, % หรือต่างไปจากนี้ แล้วแต่ว่าคุณใช้เชลล์ (Shell) อะไร Shell เป็นโปรแกรมที่ทำ

หน้าที่รับคำสั่งจากคุณแล้วนำไปสั่งให้ระบบทำงานตามความต้องการ เปรียบเทียบได้กับโปรแกรม COMMAND.COM บน DOS โดยปกติแล้วหลังจากติดตั้งระบบใหม่ๆ จะยังไม่มีการกำหนดรหัสผ่าน ดังนั้นคุณจึงสามารถกด ผ่านขั้นตอนการใส่รหัสผ่านได้เลย การใช้งานในโหมด Shell Prompt จะคล้ายกับ DOS prompt นั่นเอง แต่มีคำสั่งต่างๆ มากกว่าและซับซ้อนกว่า (มาก)

คำสั่งและชื่อไฟล์ในระบบ Linux

จะมีลักษณะ Case sensitive นั่นคือตัวพิมพ์เล็ก และตัวพิมพ์ใหญ่จะถือว่าแตกต่างกัน เช่น ไฟล์ MyFile.doc กับ myfile.doc จะถือว่าเป็นคนละไฟล์กัน ดังนั้นในการใช้งานเริ่มแรกจึงควรระวังไม่กดปุ่ม ค้างไว้โดยไม่จำเป็น หากท่านทำ การป้อนรหัสผ่าน แล้วระบบตอบว่า Login incorrect ก่อนอื่นให้ตรวจสอบว่าท่านไม่ได้กดปุ่มค้างไว้หรือไม่

สิ่งที่ท่านควรทำเป็นอันดับแรก เมื่อติดตั้งระบบเสร็จใหม่ๆ (และควรทำเป็นประจำทุกๆ เดือน) คือ การเปลี่ยนรหัสผ่าน ทั้งบัญชีของท่านเอง และของ root หลักการตั้งรหัสผ่านก็คือ ตั้งให้คนอื่นเดาไม่ได้ ไม่ควรเป็นคำที่มีในพจนานุกรมหรือคำพูดติดปากที่ใช้กันบ่อยๆ ควรจะมีทั้งตัวพิมพ์เล็กและใหญ่ ควรใช้ความยาวไม่ต่ำกว่า 5 ตัว และผสมตัวเลขบ้างตัวอักษรพิเศษบ้าง (เช่น / ; ^ เป็นต้น) ไม่ควรใช้ชื่อ วันที่ วันเกิด หรือตัวอักษรชุดง่ายๆ เช่น 123456 เป็นอันขาดเนื่องจากสามารถทายได้ง่าย มีโปรแกรมเดารหัสผ่านจำนวนมาก ที่มีคนทำขึ้น เพื่อเดารหัสผ่านโดยลองทายคำง่ายๆ หรือหรือคำจากพจนานุกรม โปรแกรมเหล่านี้สามารถแกะรหัสผ่าน เช่น 123456, superman, superman! ได้ ภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที

เราสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านของ root และผู้ใช้ทุกคน โดยให้ทำการ Log in เป็นผู้นั้นแล้วใช้คำสั่ง passwd ดังตัวอย่าง

  • $ passwd
  • Change password for user ott
  • Old password: (ใส่รหัสผ่านเดิม)
  • New password: (ใส่รหัสผ่านใหม่)
  • Verify new password: (ใส่รหัสผ่านใหม่อีกครั้งหนึ่ง)
  • Log out

เมื่อจบการใช้งานทุกครั้งควร logout ทันทีโดยการพิมพ์ว่า logout หรือ exit ที่ $ ตัวอย่าง เช่น

$ exitไม่ควรปล่อยให้ผู้อื่นทราบรหัสผ่านของท่าน เพราะนั่นหมายความว่า เขาคนนั้นสามารถกระทำการทุกอย่างบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในชื่อของท่าน เขาอาจจะเขียน E-mail ไปให้คนอื่นแต่เป็นชื่อของท่าน หรือไปทำลายข้อมูลต่างๆ ได้ อันจะนำความเดือดร้อนมาให้กับท่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าปล่อยหน้าจอของท่านได้ทำการ Log in ทิ้งไว้ แล้วไปทำอย่างอื่น เพราะคนอื่นสามารถเข้ามาใช้งานในชื่อของท่านได้ เมื่อเสร็จงานแล้วให้ทำการ Log out เสมอ

อย่าปล่อยหน้าจอทิ้งไว้ขณะที่คุณ Log In เป็น root โดยเด็ดขาด ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถใช้เวลาไม่เกิน 1 นาทีในการทำความเสียหายให้ทั้งระบบ หรือกระทำการเพื่อให้เขาสามารถ Log in เป็น root ในภายหลังได้ตลอดไป ถึงแม้ท่านจะเปลี่ยนรหัสผ่านไปแล้ว ระบบก็จะแสดง Login Prompt เพื่อรับการทำงานของผู้ใช้รายต่อไป

  • Linux 2.0.35 openmind.nectec.or.th
  • Welcome to Linux 2.0.33
  • openmind login:

การ Log outหมายถึงการจบการทำงานของผู้ใช้คนใดคนหนึ่งในเวลานั้น โดยระบบจะรับการทำงานของผู้ใช้รายต่อไป (หรือเป็นคนเดิม) ก็ได้ ไม่ได้หมายถึงการปิดเครื่องการปิดเครื่องท่านจะต้องปิดด้วยวิธีการอันใดอันหนึ่งต่อไปนี้ ห้ามทำการกดปุ่มปิด หรือ กดปุ่ม Reset เลยเป็นอันขาด จะทำให้ระบบมีความเสียหายได้ และมีผลทำให้การบูตระบบเป็น Linux ในครั้งต่อไป เสียเวลาในการซ่อมแซมความเสียหายนานมากหรืออาจซ่อมแซมไม่ได้เลย ให้ใช้วิธีดังนี้

  • กดสามปุ่ม – – พร้อมกัน รอสักครู่ เครื่องจะทำการ Reboot ตัวเอง ให้ทำการกดปุ่มปิดเครื่องเมื่อเครื่องวนกลับไปตรวจสอบหน่วยความจำ เหมือนตอนเปิดเครื่องใหม่ๆ วิธีนี้ทำได้เฉพาะเวลาอยู่หน้าเครื่องเท่านั้น (ใช้วิธี telnet มาไม่ได้)
  • ใช้คำสั่ง reboot หรือ shutdown –r now ขณะที่ log in เป็น root อยู่ และกดปุ่มปิดเครื่องเมื่อเครื่องวนกลับไปตรวจสอบหน่วยความจำ เหมือนตอนเปิดเครื่องใหม่ๆ

คำสั่งเบื้องต้นเกี่ยวกับไฟล์ และไดเรกทอรี

การจัดระบบไฟล์ใน Linux จะคล้ายกับบนดอสและวินโดวส์ คือมีลักษณะโครงสร้างเป็นรูปต้นไม้หัวกลับ โดยมีไดเรกทอรีราก ภาษาอังกฤษเรียกว่า root (อย่าสับสนกับบัญชีผู้ใช้ที่ชื่อ root) และเขียนแทนด้วย / เป็นไดเรกทอรีเริ่มต้น และมีไดเรกทอรีย่อยๆ ลงมาเป็นลำดับขั้น การอ้างถึงไฟล์และไดเรกทอรีย่อยต่างๆ จะใช้เครื่องหมาย / เป็นตัวแบ่งระหว่างแต่ละ ไดเรกทอรี เช่น /home/ott , /usr/local/bin เป็นต้น ซึ่งจะแตกต่างจากบน DOS ที่จะใช้เครื่องหมาย \ เป็นตัวแบ่ง (เครื่องหมายทับ หันคนละข้างกัน)

คำสั่งต่างๆ เกี่ยวกับไฟล์และไดเรกทอรีที่ใช้กันบ่อยๆ ได้แก่

  • pwd (print working directory) แสดงไดเรกทอรีปัจจุบัน เช่น
  • $ pwd
  • /home/ott แสดงว่าในขณะนี้กำลังอยู่ในไดเรกทอรี /home/ott
  • cd (change directory) ย้ายการทำงานไปยังไดเรกทอรีอื่นๆ เหมือนกับคำสั่ง cd บนดอส เช่น cd /home/ott เพื่อไปยังไดเรกทอรี /home/ott
  • mkdir (make directory) สร้างไดเรกทอรี เหมือนกับคำสั่ง md และ mkdir บนดอส เช่น ถ้าเราอยู่ที่ไดเรกทอรี /home/ott ใช้คำสั่ง mkdir test เราก็จะได้ไดเรกทอรี /home/ott/test
  • rmdir (remove directory) ลบไดเรกทอรี เหมือนกับคำสั่ง rd และ rmdir บนดอส เช่น rmdir /home/ott/test
  • ls (list) แสดงรายชื่อไฟล์ในไดเรกทอรี คล้ายกับคำสั่ง dir บนดอส วิธีใช้ เช่น ls / แสดงรายชื่อไฟล์ในไดเรกทอรีราก หรือใช้ ls เฉยๆ เพื่อดูรายชื่อไฟล์ในไดเรกทอรีที่เราอยู่ขณะนั้น ท่านสามารถใส่พารามิเตอร์ต่างๆ เพื่อให้ ls แสดงรายละเอียดของไฟล์เพิ่มเติมได้ เช่น
  • ls –a แสดงรายชื่อไฟล์ทุกไฟล์รวมทั้ง hidden file (ไฟล์ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วย .) ในไดเรกทอรีปัจจุบัน เครื่องหมาย “-a” เรียกว่าเป็น Option ของคำสั่ง ls
  • ls –l แสดงรายชื่อไฟล์แบบยาว ท่านสามารถใส่สอง Option ก็ได้ เช่น ถ้าต้องการให้แสดงรายชื่อไฟล์ทุกไฟล์ และให้แสดงแบบยาวด้วย ก็ให้สั่งว่า ls –al
  • rm (remove) ใช้ลบไฟล์ เหมือนกับคำสั่ง del บนดอส ใช้ตามด้วยชื่อไฟล์
  • cat (concatenate) ใช้พิมพ์ข้อมูลในไฟล์ออกมาบนจอภาพ เหมือนกับคำสั่ง type บนดอส วิธีใช้ เช่น cat /README.TXT
  • more คล้ายกับคำสั่ง cat แต่จะพิมพ์ข้อมูลออกมาทีละ 1 จอภาพ เหมือนกับคำสั่ง more บนดอส วิธีใช้ เช่น more /README.TXT หรือใช้ประกอบกับคำสั่ง cat เช่น cat/README.TXT more (ใช้เครื่องหมาย “ ” PIPE)
  • less เหมือนกับคำสั่ง more แต่จะมีความสามารถมากกว่า เช่น สามารถเลื่อนไปมาระหว่างแต่ละหน้าได้ด้วยปุ่มลูกศรขึ้นลง หรือปุ่ม , เป็นต้น วิธีเรียกใช้ เช่นเดียวกับ more

 

 

http://msctu.blogspot.com/2010/03/linux.html